BL FORK LIFT

การใช้โฟล์คลิฟท์ ให้ปลอดภัย

การใช้รถยก ( Forklift)

                หลักสำคัญ 3ประการที่ต้องปฏิบัติ  คือ

  • รถยกต้องอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง
  • ผู้ขับขี่รถยกจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ซึ่งผ่านการฝึกอบรมมีใบอนุญาตขับขี่และได้รับการมอบหมายให้ขับขี่โดยเฉพาะเท่านั้น
  • ผู้ขับขี่ต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลาและทำงานด้วยความระมัดระวัง
  • ผู้ขับขี่รถยกต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้เช่น หมวก รองเท้า แว่น เสื้อ ฯลฯ

ผู้ขับขี่รถยก

  • ผู้ขับขี่รถยกจะต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ซึ่งผ่านการฝึกอบรมมีใบอนุญาตขับขี่โดยเฉพาะเท่านั้น
  • ต้องแน่ใจว่ารถยกได้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่เหมาะสม
  • ก่อนและหลังการยกงาขึ้น/ลง ต้องให้สัญญาณและเตือนผู้อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
  • ห้ามยืน เดิน หรือทำงานใต้งารถยกที่กำลังทำงาน
  • บรรทุกวัสดุตามพิกัดที่กำหนด
  • หากมีเหตุขัดข้องระหว่างการทำงาน ห้ามเข้าใต้งา หรือพยายามที่จะทำการซ่อมแซมหรือกระทำการใด ๆ ทั้งสิ้น

ข้อปฏิบัติในการขับขี่

  • ก่อนเคลื่อนรถยกออกไป ต้องสำรวจว่าบริเวณใกล้เคียงมีสิ่งกีดขวางหรือไม่
  • ตรวจสอบรถยกทุกวัน หากมีจุดผิดปกติให้รายงานผู้รับผิดชอบ ห้ามใช้รถยกที่มีลักษณะไม่ปลอดภัย
  • รีบรายงานอุบัติเหตุ หรือเหตุผิดปกติให้ผู้รับผิดชอบทราบทันทีเพื่อสามารถตรวจสอบสาเหตุได้ทันที
  • ตรวจสอบความเรียบร้อยของแบตเตอรี่ ถังน้ำมันและฝาปิด ก่อนสตาร์ทเครื่อง หรือเริ่มทำงาน
  • ควบคุมความเร็วรถให้สามารถที่จะหยุดได้กะทันหัน
  • บีบแตรให้สัญญาณขณะขับรถในมุมอับ
  • สอดงาใต้วัสดุที่บรรทุกให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะขับเคลื่อนจะต้องให้วัสดุพิงแผงงา และกางงาออกให้พอดีกับน้ำหนัก (บรรทุก)
  • ห้ามใช้ชั้นวางที่ชำรุดในการยก
  • การเคลื่อนรถออกทุกครั้งต้องยกงาสูงกว่าพื้นประมาณ 6 – 8 นิ้ว เสมอ
  • ขณะรถวิ่ง ให้ยกวัสดุในระดับต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • ขับรถให้ความเร็วรถพอเหมาะกับสภาพพื้นผิวถนน น้ำหนักบรรทุก และสภาพของบริเวณทีทำงาน
  • หากวัสดุที่บรรทุกสูงจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ให้ขับรถถอยหลังไปแทน
  • ห้ามขนย้ายวัสดุที่จัดตั้งไม่เป็นระเบียบ
  • ตรวจสอบสิ่งกีดขวางเหนือศรีษะทุกครั้งที่จะขนย้ายวัสดุ
  • ห้ามออกรถเร็ว หยุดกระทันหัน หรือเลี้ยวฉับพลัน โดยเฉพาะในขณะที่กำลังบรรทุกวัสดุ
  • เว้นระยะห่างจากยานพาหนะคันอื่นประมาณ 3 ช่วงคันรถ(นับจากปลายงายกเข้ามา)
  • ห้ามแซงซึ่งกันและกันในบริเวณที่อันตราย เช่น มุมอับ ทางแยก ฯ
  • ต้องคำนึงถึงความสูง ความกว้างของรถเสมอ และระวังคนยืนเท้าโผล่ออกมาจากมุมอับ
  • บีบแตรให้สัญญาณและขับรถช้า ๆ เมื่อเข้าใกล้ทางเดินประตู ทางเข้า และรถยกคันอื่น
  • ระมัดระวังเมื่อเข้าใกล้ทางเดินเท้า หลีกเลี่ยงการขับรถยกเข้าใกล้คนยืนอยู่ริมรั้วหรือริมถนน
  • ลดความเร็วลงเมื่อเข้าใกล้บริเวณมุมอับที่จะมองไม่ถนัด เช่น มุมประตู หรือขับรถชิดซ้ายไว้จนกว่าจะแน่ใจ
  • ห้ามขับแซงรถยกคันอื่นที่ไปทางเดียวกันในบริเวณทางแยก จุดอับ หรือบริเวณที่อันตราย
  • ห้ามขับรถทับสิ่งของที่ตกอยู่บนพื้น
  • รู้ตำแหน่งของล้อรถยกกับปลายงายกหรือสุดขอบของวัสดุที่จะยกให้ระมัดระวังในขณะกระดกปลายงาก่อนยก
  • ห้ามจับพวงมาลัย หรือขับขี่ขณะมือหรือถุงมือเปื้อนน้ำมันหรือลื่น
  • ตีเส้นสีเหลืองแสดงช่องเดินรถและบริเวณที่ทำงาน
  • ติดตั้งกระจก และหรือ ป้ายสัญญาณหยุด ในบริเวณประตูทางเดิน หรือสถานที่ทำงานที่เป็นจุดอันตราย บีบแตรให้สัญญาณทุกครั้งที่เข้าใกล้บริเวณดังกล่าว
  • ปลดเกียร์ว่าง ใส่เบรค ลดงาให้อยู่ในระดับต่ำสุดและดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่จอดหลังใช้งาน
  • ห้ามผู้โดยสารบนรถ
  • ดูกระจกเงาสะท้อนมุมถนน เมื่อถึงบริเวณถนนหักมุมและพร้อมที่จะหยุดหากมีเรื่องกระทันหัน และบีบแตรให้สัญญาณทุกครั้ง

การเติมน้ำมันเชื้อเพลิง

  • ดับเครื่องก่อนเติมน้ำมันในบริเวณที่กำหนดทุกครั้ง
  • ตรวจการปิดฝาถังน้ำมันให้เรียบร้อยหลังเติมน้ำมัน และทำความสะอาดเมื่อน้ำมันหกก่อนการติดเครื่อง
  • ภาชนะบรรจุน้ำมันต้องติดฉลากให้ชัดเจน

อุปกรณ์ดับเพลิงต้องติดไว้ที่บริเวณที่เติมน้ำมันและเตรียมพร้อมเสมอที่จะนำมาใช้งาน

______________________________________________________________________________________________________________

ความปลอดภัยในการใช้รถโฟล์คลิฟท์ ให้เซฟตี้ พร้อมเข้าโรงงาน !

  • เวลาขับรถสวนกันต้องเผื่อระยะห่างระหว่างรถให้เพียงพอ
  • ก่อนขับรถลอดผ่านที่ใด ๆ ผู้ขับต้องแน่ใจว่าสามารถขับลอดผ่านได้อย่างปลอดภัย
  • เพื่อความปลอดภัยก่อนเลี้ยว ถึงทางแยกหรือถอยหลังต้องให้สัญญาณแตรทุกครั้ง
  • เมื่อขับรถยกขึ้นเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถไปข้างหน้า ในกรณีที่มองข้างหน้า ไม่เห็นเนื่องจากของที่บรรทุกบังสายตาคนขับต้องมีเจ้าหน้าที่คอยบอกทางอยู่ด้านหน้าเสมอ
  • เมื่อขับรถยกลงเนินโดยมีของบรรทุกอยู่ ให้ขับรถถอยหลัง เมื่อลงเนินเสมอ
  • การขับรถยกข้ามทางรถไฟต้องไปช้า ๆ เป็นแนวแทยง
  • ขับรถช้า ๆ เมื่อผ่านทางที่เปียกลื่น
  • ขณะขับรถอย่ายื่นมือ หรือเท้าออกไปเกินส่วนที่เป็นเสาของรถ
  • ห้ามขับรถยกในขณะที่มีอาการง่วง มึนงงหรืออยู่ในอาการเมา
  • ห้ามยกงาสูงค้างไว้ในกรณีวิ่งรถเปล่า
  • ควรมีแผ่นป้ายบอกเตือนความปลอดภัยในแต่ละจุด
  • เลือกใช้ Pallet ให้เหมาะสมกับของที่จะยก
  • ตั้งระยะความกว้างของงาให้เหมาะสม
  • ต้องมั่นใจว่าวัสดุสิ่งของที่บรรทุกอยู่บน Pallet ที่ปลอดภัยและบรรทุกอยู่ในสภาพ ที่มั่นคง ก่อนขับเคลื่อนรถยก
  • เมื่อบรรทุกของและนำรถออกอย่าวิ่งยกงาสูงควรให้ระดับงาสูงจากพื้นผิวประมาณ 8 นิ้ว
  • อย่ายกของที่บรรทุกไว้สูงขณะที่รถยกวิ่งผ่านพื้นที่ลาดเอียงต่างระดับ
  • ห้ามยกของหรือขับรถยกโดยการเอียงงาไปทางด้านหน้ารถ
  • ห้ามใช้รถยกดันวัสดุสิ่งของ
  • ในขณะที่ยกของขึ้นหรือลงควรทำอย่างระวังเพื่อป้องกันการเสียหายและอันตรายที่ จะเกิดขึ้น
  • ห้ามยกของถ้ารถยกไม่อยู่บนพื้นระดับเพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
  • ห้ามบรรทุกของสูงหรือมีน้ำหนักของเกินอัตรากำลังของรถ ตามรุ่นที่ระบุไว้
  • ถ้าของบรรทุกมีขนาดใหญ่ไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าได้ควรขับรถถอยหลัง
  • ห้ามมิให้ผู้ใดยืน หรือเดินผ่านใต้เงารถยก
  • ใช้ตะแกรงกั้นของและหลังคานิรภัยสำหรับการใช้งานยกของสูง ๆ
  • หลีกเลี่ยงการที่จะทำให้เสียการทรงตัว
  • ระวังท้ายปัด
  • ห้ามใช้รถยกแทนลิฟท์
  • ห้ามใช้รถยกขับแข่งขัน36. ห้ามใช้รถยกเป็นรถรับส่งผู้โดยสาร
  • ขณะจอดอยู่กับที่ ต้องลดงาลงวางติดกับพื้นก่อนทุกครั้ง
  • ห้ามสูบบุหรี่ และต้องดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่มีการเติมน้ำมัน
  • ตรวจตรารถยกเมื่อเลิกงาน
  • ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่าง ๆ ต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้
  • เรียนรู้เกี่ยวกับรถยกให้มากที่สุดและท่านจะสะดวกใจ
  • ขับรถยกต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตและผ่านการอบรมอย่างถูกต้องเท่านั้น
  • ก่อนเริ่มงานควรตรวจสภาพของรถและในกรณีพบความเสียหายให้แจ้งหัวหน้างานทันที
  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะที่ขับรถ
  • ก่อนที่จะทำการสตาร์ทเครื่องต้องดึงเบรคมือ และปลดเกียร์ว่างเสียก่อน
  • ต้องปฎิบัติตามกฎจราจรในการขับขี่ แล้ใช้อัตราความเร็วที่ตรงงานนั้น ๆ กำหนดไว้
  • อย่าออกรถหรือหยุดรถทันทีทันใด
  • ต้องขับรถทิ้งระยะห่างจากคันหน้าในระยะที่ปลอดภัย

______________________________________________________________________________________________________________

คำนิยามของเช่า Forklift บริการให้เช่ารถโฟล์คลิฟท์

รถยก เป็นรถที่ใช้สำหรับยกและขนย้ายสิ่งของ ในปัจจุบันรถยกถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้า เป็นการช่วยลดเวลาการทำงาน ทุ่นแรงยกและการเคลื่อนย้าย ลดการบาดเจ็บจากการยกของหนัก และลดการจ้างมนุษย์ ลักษณะโดยทั่วไปของรถยกมี แท่งเหล็กยื่นออกมาจากโครงสร้างหลักของตัวรถเรียกว่า งา เพื่อใช้สำหรับวางและยกสิ่งของ เพื่อทำการเคลื่อนย้าย โดยอาศัยกลไกการทำงานในรูปแบบต่างๆ

          รถยก หรือ “โฟร์คลิฟท์” หรือ “ฟอร์คลิฟท์” มาจากคำภาษาอังกฤษว่า “FORKLIFT” ซึ่งเป็นการผสมคำสองคำ คือ “FORK” ที่แปลว่า “ช้อนส้อม” และ คำว่า “LIFT” ที่แปลว่า “การขึ้นลงในแนวตั้ง        รถยกแบ่งออกตามประเภทของต้นกำลังขับเคลื่อนได้ 2 ประเภท คือ 

1. ENGINE FORKLIFT   รถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง โดยใช้นำมันเป็นเชื้อเพลิง รถยกประเภทนี้สามารถแบ่งออกตามชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้ได้ 3 ประเภท คือ

          1.1  DIESEL ENGINE (เครื่องยนต์ดีเซล)

          1.2  GASOLINE ENGINE (เครื่องยนต์แก๊สโซลีน)

          1.3  L.P.G. ENGINE (เครื่องยนต์แก๊ส L.P.G.) 

นอกจากนั้นรถยกที่ใช้เครื่องยนต์เป็นต้นกำลัง สามารถแบ่งตามระบบส่งกำลังได้ 2 ประเภทคือ – ระบบส่งกำลังด้วยทอร์ค (TOROFLOW TRANSMISSION)- ระบบส่งกำลังด้วยคลัทซ์ (DIRECT DRIVE)

2. BATTERY FORKLIFT   รถยกไฟฟ้าใช้มอเตอร์เป็นต้นกำลังขับเคลื่อนโดยได้รับกระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่ รถยกไฟฟ้าสามารถแบ่งตามลักษณะโครงสร้างภายนอกได้เป็น 2 แบบ คือ – แบบ COUNTER BALANCIT (แบบนั่งขับ) – แบบ REACH TURCK (แบบยืนขับ)

บริษัท blmotorwork blforklift มีบริการให้เช่ารถโฟล์คลิฟท์ ครบวงจร

เครดิต : th.wikipedia.org

______________________________________________________________________________________________________________

วิธีชาร์ตแบตเตอรี่รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า และตรวจสอบฟอร์คลิฟท์ ก่อนใช้งาน

วิธีการชาร์จแบตเตอรี่รถยก

การชาร์จแบตเตอรี่ มี 2 วิธี (ตู้ชาร์จมี 2 ระบบ)        

1.)   NORMAL CHARGER คือการชาร์จแบตเตอรี่ตามปกติโดยเราจะใช้การชาร์จแบบนี้เป็นประจำวัน  โดยจะชาร์จหลังจากเลิกใช้รถยกในแต่ละวัน        

2.)  EQUAL CHARGER คือ การชาร์จแบตเตอรี่เพื่อปรับความถ่วงจำเพาะของน้ำกรดในแต่ละเซลล์ให้ใกล้เคียงกันทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเราใช้งานไปหลาย ๆ วัน ค่าถ่วงจำเพาะของน้ำกรดจะไม่เท่ากัน ฉะนั้นจึงต้องทำ EQUAL CHARGER 1 ครั้ง การชาร์จแบบนี้ กระแสไฟจะเข้าไปชาร์จอยู่นานกว่าแบบ NORMAL ควรทำ EQUAL ทุก ๆ 2 สัปดาห์ ห้ามใช้ EQUAL CHARGER เป็นประจำทุกวัน เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัดและเสื่อมเร็วขึ้น 

วิธีการชาร์จแบตเตอรี่ประจำวัน 

          1.)  ปิดสวิทซ์กุญแจของรถยกมาที่ตำแหน่ง OFF ก่อนจะทำการชาร์จ
          2.)  ปลดปลั๊กแบตเตอรี่จากตัวรถยก และนำปลั๊กของแบตเตอรี่มาเสียบต่อกับปลั๊กของตู้ชาร์จ โดยจะต้องเสียบให้แน่น และเปิดฝาครอบเซลล์ทุกเซลล์ในขณะทำการชาร์จ
          3.)  จ่ายกระแสไฟเข้าเครื่องชาร์จเจอร์
          4.)  กดปุ่ม NORMAL เพื่อเริ่มต้นชาร์จ โดยชาร์จเจอร์จะทำการชาร์จไปเรื่อย ๆ จนแบตเตอรี่เต็ม (VOLTAGE แต่ละเซลล์ประมาณ 24 โวลต์) หลังจากกระแสไฟสว่างขึ้น และการชาร์จก็จะทำงานต่อไปประมาณ 4 ชั่วโมง เมื่อครบ 4 ชั่วโมง ไฟบนตำแหน่ง UP ก็จะสว่างขึ้น แสดงว่าการชาร์จเสร็จสมบูรณ์ ตู้ชาร์จก็จะหยุดการชาร์จโดยอัตโนมัติ ก็ให้ปิดตู้ชาร์จและนำแบตเตอรี่ไปใช้งานได้ในการใช้รถยกนั้นมีสิงที่ควรระวังมากมายเพื่อให้การใช้นั้นเป็นไปอย่างราบรื่น และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่หน้าที่ปฏิบัติงานนั้น คงลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรู้ข้อปฏิบัติ หรือ ข้อควรระวังกัน เพื่อให้การบำรุงรักษารถยกหรือการทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัย

มาดูกันว่าสิ่งที่ควรระวังในการบำรุงรักษารถยกที่คุณใช้งานอยู่มีอะไรบ้าง ?


        1.ไม่อนุญาติให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องยืนอยู่ใกล้รถยก
        2.ไม่ควรเก็บ น้ำมัน จารบี หรือผ้าที่เปื้อนไว้ใกล้ไฟ  ควรมีการเตรียมการถ้าเกิดกรณีไฟใหม้ จะต้องรู้ตำแหน่งของเครื่องดับเพลิงและวิธีการใช้อุปกรณ์ 
        3.สวมหมวกเซฟตี้ รองเท้าหัวเหล็ก และชุดทำงาน เมื่อมีการเจาะ เจียร การเคาะ หรือใช้ลมที่มีแรงดันสูง จะต้องใส่แว่นตาเสมอ
        4. ต้องเข้าใจการทำงานของรถยก ก่อนทำงาน และควรทำงานในพื้นที่ที่สะอาด
        5. ต้องจอดรถยกในพื้นที่เรียบ ดึงเบรคมือ ผลักคันโยกให้อยู่ในตำแหน่ง ” ว่าง”  และวางงาให้เรียบกับพื้นและดับเครื่องยนต์
        6. ปลดสายแบตเตอรี่ ทุกครั้งที่มีการซ่อม
        7. ทำความสะอาดทันที่ เมือมีน้ำมันหรือ จาระบีเปื้อนบนพื้น หรือห้องคนขับ เพราะจะทำให้ลื่นไถล อาจทำให้เกิดอันตรายต่อบุคคลอื่นๆ  ได้
        8. การซ่อมทุกครั้งจะต้องดับเครื่องยนต์ก่อน แต่ถ้าจำเป็นต้องทำงาน ขณะติดเครื่องยนต์ จะต้องมีช่าง 2 คน โคย คนแรกนั่งบนรถ และ  อีกคนเป็นผู้ซ่อม
        9. ควรจำใว้เสมอว่า วงจรไฮดรอลิกอยู่ภายใต้ความดันที่สูงเพราะ ฉะนั้นเมื่อมีการซ่อมระบบไฮดรอลิกหรือบำรุงรักษาจะต้องลดแรงดันในระบบไฮดรอลิกเป็นอันดับแรก      

การบำรุงรักษาประจำวัน


 
ก่อนติดเครื่อง 


          1. ตรวจดูความสะอาดภายนอก
          2. ตรวจระดับน้ำในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ
          3. ตรวจระดับน้ำมันเครื่อง          
          4. ตรวจดูระดับน้ำมันเชื้อเพลิง
          5. ตรวจดูระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติ          
          6. ตรวจระดับน้ำมันไฮโดรลิค
          7. ตรวจระดับน้ำมันเกียร์พวงมาลัย
          8. ตรวจดูระดับน้ำมันเบรค
          9. ตรวจระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่
          10. ตรวจความตึงของสายพานเครื่องยนต์
          11. ตรวจการทำงานของเบรคมือและขาเบรค
          12. ตรวจระบบสัญญาณไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟส่องสว่างและสัญญาณแตร
          13. ตรวจสภาพความตึงของโซ่ยกของ
          14. ตรวจสภาพยาง
          15. ตรวจวัดลมยางและเติมให้ได้แรงดันตามที่กำหนดไว้
          16. ตรวจรอยรั่วซึมตามจุดต่าง ๆ


หลังติดเครื่อง


          1. ตรวจเช็คว่ามีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์หรือไม่
          2. ตรวจดูไฟที่หน้าปัดดับหมดหรือไม่
          3. ตรวจระยะฟรีของพวงมาลัยและการบังคับเลี้ยว
          4. ตรวจการทำงานของชุดควบคุมอุปกรณ์ยกงาว่าทำงานเรียบร้อยหรือไม่หลังการใช้งาน ขณะเครื่องยนต์ยังติดอยู่
          5. จอดรถในสถานที่จอดรถกำหนดไว้
          6. ลดงาของรถให้อยู่ในแนวราบกับพื้นโรงงาน
          7. ล็อคเบรคมือให้เรียบร้อย
          8. หล่อลื่นตามจุดต่าง ๆ ให้เรียบร้อย เช่น โซ่ยกของ ชุดแผ่นทองเหลืองหลังเสา 
          9. ตรวจเช็คดูการรั่วซึมจากการใช้งาน เช่น น้ำมันไฮโดรลิค น้ำมันเกียร์ น้ำมันเครื่อง และน้ำในหม้อน้ำ
          10. ตรวจเช็คฟังเสียงว่ามีเสียงอะไรผิดปกติหรือไม่ 
          11. หลังจากการใช้งาน ควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเบาในตำแหน่งเกียร์ว่างประมาณ 3 นาที จึงค่อยดับเครื่องยนต์หลังดับเครื่องยนต์
          12. เติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อพร้อมการใช้งานในวันต่อไป
          13. ปลดเกียร์ว่างไว้เสมอ และดึงลูกกุญแจรถออกเก็บยังที่เก็บ

______________________________________________________________________________________________________________

การตรวจสภาพโฟล์คลิฟท์ก่อนใช้งานและหลังใช้งานประจำวัน

การตรวจสอบตรวจสภาพโฟล์คลิฟท์ก่อนใช้งานประจำวันแบ่งออกเป็น 3 ลำดับคือ

  • วิธีตรวจสอบตรวจสภาพฯ ก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ (Pre-Check)
  • วิธีตรวจสอบตรวจสภาพฯ หลังสตาร์ทเครื่องยนต์ (Functional Check)
  • วิธีตรวจสอบตรวจสภาพฯ หลังจากจอด (Parking Check)

กรณีตรวจสอบตรวจสภาพก่อนใช้งานประจำวัน และพบความผิดปกติหรือความบกพร่องของโฟล์คลิฟท์, ให้แจ้งหัวหน้างานทันที การตัดสินใจในการหยุดหรือให้ใช้งานต่อด้วยเงื่อนไขใด ให้อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้างาน

ตรวจสอบก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ (Pre-Check)

  • ตรวจสอบระดับน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์-ดึงก้านวัดระดับน้ำมันหล่อลื่นขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาด ดันคืนกระทั่งสุดและดึงออกมาอ่านค่าระดับ ระดับต้องอยู่ระหว่าง Upper กับ Lower หากระดับต่ำน้ำมันหล่อลื่นอาจรั่วไหลออกนอกระบบ-หากสูงอาจมีน้ำหล่อเย็นรั่วไหลลงอ่างน้ำมันหล่อลื่น
  • ตรวจสอบระดับน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำสำรอง
  • ตรวจสอบระดับน้ำมันไฮดรอลิกส์
  • ตรวจสอบระดับน้ำมันหล่อลื่นห้องเกียร์
  • หากเป็นแบตเตอรีแบบเปียก ให้ตรวจระดับน้ำกลั่น แบตเตอรีแบบเปลือกทึบให้เปิดฝาจุกช่องเซลล์เพื่อตรวจสอบ ต้องไม่มีประกายไฟ ทั้งนี้เนื่องจากจะมีก๊าซไฮโดรเจน (H2) ซึ่งเป็นก๊าซไวไฟ อาจทำให้เกิดการระเบิดได้
  • ตรวจสอบสภาพยางและสภาพล้อ-qตรวจสอบสภาพดอกยาง qตรวจสอบสภาพกะทะล้อและน๊อตยึด สำหรับอุตสาหกรรมอาหารบางประเภทซึ่งต้องใช้โฟล์คลิฟท์ชนิดล้อไม่มีดอกยางในงานขนถ่าย ลักษณะดังกล่าวนี้ให้ดูระยะใช้งานด้านข้างขอบยาง ว่าสึกถึงระยะที่กำหนดไว้แล้วหรือยัง หากเป็นโฟล์คลิฟท์ขนาดใหญ่เช่น 15 ตันขึ้นไป บางรุ่นยางจะเป็นแบบจุ๊บเลสเติมลม ให้ตรวจสอบความดันลมยางด้วยเกจวัดความดันก่อนใช้งานทุกวัน
  • ตรวจสอบสภาพงายกและแผงงา-qตรวจสอบสภาพงายก การแตกร้าว การสึกของโคนงาและปลายงา ตรวจสอบสภาพแผงงาและการยึดแน่นของแผงงา
  • ตรวจสอบหลังสตาร์ทเครื่องยนต์ (Functional Check)

Note-การตรวจสอบลำดับนี้ ไม่อนุญาตให้ผู้คนอยู่ด้านหน้าและด้านหลังโฟล์คลิฟท์

ตรวจสอบระดับน้ำมันเชื้อเพลิงโดยดูจากเกจวัดระดับฯ แผงหน้าปัทม์, หากเป็นโฟล์คลิฟท์ขนาดใหญ่เช่นขนาดโตกว่า 20 ตัน บางรุ่น บางยี่ห้อ จะมีหลอดตาแก้ว (Level glass gauge) อยู่ด้านข้างตัวรถ แม้รถยังไม่สตาร์ทก็ตรวจเช็คระดับน้ำมันเชื่อเพลิงได้

ตรวจสอบการทำงานของเกจวัดบนแผงหน้าปัทม์

  • ตรวจสอบการทำงานของระบบไฮดรอลิกส์ โดยควบคุมให้งาทำงาน 4 ทิศทางคือ qควบคุมงาตามแนวดิ่งขึ้นสุด, qควบคุมงาตามแนวดิ่งลงและหยุดเมื่อระดับสูงจากพื้นประมาณ 30 เซนติเมตร, qควบคุมงา-คว่ำสุด, qควบคุมงา-หงายสุด /การทำงานของไฮดรอลิกส์และระบบงายกที่สมบูรณ์ การเคลื่อนที่ต้องเรียบไม่สะดุด
  • ตรวจสอบการทำงานของระบบบังคับเลี้ยวและทดสอบระบบเบรค โดยให้ควบคุมโฟล์คลิฟท์ดังนี้-เดินหน้าประมาณ 2 เมตรและเบรค ถอยหลังประมาณ 2 เมตรและเบรค เดินหน้า เลี้ยวซ้ายประมาณ 2-3 เมตรและเบรค เดินหน้า เลี้ยวขวาประมาณ 2-3 เมตรและเบรค
  • ตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์และการทำงานของห้องเกียร์-ฟังเสียงดังที่ผิดปกติและลักษณะการสั่นกระพือขณะทำงาน
  • ตรวจสอบไฟส่องทำงาน
  • ทดสอบการทำงานของแตร
  • ทดสอบและตรวจสอบการทำงานของไฟสัญญาณ-ไฟเตือนการทำงานหรือไฟวับวาบ, qไฟเลี้ยวซ้ายขวา, qสัญญาณไฟถอยหลังและสัญญาณเสียงถอยหลัง
  • ตรวจสอบความตึงหย่อนของโซ่ขับเคลื่อนแผงงา-ยืนยันว่าโฟล์คลิฟท์อยู่ทีเกียร์ว่าง ควบคุมเสาโฟล์คลิฟท์ ดิ่งและควบคุมระดับให้สูงจากพื้นประมาณ 10-30 เซนติเมตร ดับเครื่องยนต์ ดึงเบรคมือและลงไปหน้ารถฯ ใช้หัวแม่มือกดโซ่ซ้ายขวาพร้อมกันเพื่อตรวจสอบความตึงหย่อน

ตรวจสอบหลังจอดเลิกใช้งานประจำวัน (Parking Check)

  • จอดโฟล์คลิฟท์บนพื้นที่ซึ่งหน่วนงานฯ กำหนดให้
  • ปลดเกียร์ว่าง
  • ดึงเบรคมือ
  • ควบคุมงาคว่ำหน้าประมาณ 5-10 องศา และลดระดับให้ปลายงาถึงพื้น
  • ดับเครื่องยนต์

_______________________________________________________________________________________________________________

เลือก เช่าโฟล์คลิฟท์ ประเภทไหน ขนาดกี่ตัน ดีนะ

เลือกรถโฟล์คลิฟท์ มาใช้งานประเภทไหนเหมาะกับคุณ ?

             โดยรวมแล้ว โฟล์คลิฟท์ (Forklift) ทั่วไปที่นิยมใช้กันมีอยู่ 3 ประเภท ( โฟล์คลิฟท์เบนซินไม่นิยมใช้กันมากนัก )

1.     รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า ( Electric Forklift )

ข้อดี

1.1             ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้านการทำงานดี คือ เสียงเงียบ ไม่มีเขม่าควัน ไร้มลพิษ ดีต่อสุขภาพของพนักงาน

1.2             ไม่มีค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิง

1.3             เลี้ยวในวงแคบๆได้ดีกว่ารถน้ำมัน

1.4             ลดความกังวลเรื่องของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ หรือน้ำในหม้อน้ำ เพราะรถโฟล์คลิฟท์  ไฟฟ้าไม่มีเครื่องยนต์ และชุดเกียร์

1.5             ไม่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงขณะรอเวลายกสินค้า

ข้อเสีย

2.1 รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า ไม่เหมาะสำหรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง (เว้นแต่มีแบตเตอรี่สำรอง)

2.2 ต้องมีการชาร์ตแบตเตอรี่หลังเลิกงานในทุกวัน

2.3  มีข้อจำกัดด้านสภาพอากาศในการทำงานอยู่มาก เช่น กลางแจ้ง เปียกชื้น หรือ เย็นจัด ซึ่งจะส่งผลให้       โฟล์คลิฟท์เสียหายได้ง่ายกว่าชนิดอื่นๆ

2.4 ราคาแพงกว่าโฟล์คลิฟท์ชนิดอื่นๆ

เหมาะกับคุณไหม ?

                ถ้าการทำงานของคุณทำงานในที่ร่ม ทำงานไม่หนักถึงขนาด 24 ชั่วโมง และต้องมีพนักงานคอยดูแลเรื่องการชาร์ตไฟในทุกๆวันหลังใช้งาน โฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า เหมาะกับคุณ


2.     รถโฟล์คลิฟท์ดีเซล

ข้อดี

1.1 ซ่อมบำรุงง่ายเนื่องจากเครื่องยนต์ดีเซลโฟล์คลิฟท์ จะเหมือนกับเครื่องยนต์ดีเซลของรถทั่วๆไป และที่สำคัญคืออะไหล่หาง่าย เนื่องจากโฟล์คลิฟท์ดีเซลมีการใข้งานกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่นิยม

1.2 ทนต่อความร้อน และความเย็น มากที่สุดในทั้ง 3 ระบบ และสามารถทำงานกลางแจ้งได้

ข้อเสีย

2.1 รถประเภทนี้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คือ รถโฟล์คลิฟท์ดีเซลจะมีเสียงดัง และมีเขม่าควันออกมามาก ซึ่งไม่เหมาะกับการทำงานในโรงอาหาร หรือที่ๆต้องการรักษาด้านความสะอาดเป็นพิเศษ

2.2 มีต้นทุนด้านเชื้อเพลิงสูงกว่ารถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า

เหมาะกับคุณไหม ?

                รถโฟล์คลิฟท์ดีเซล เหมาะสำหรับการทำงานในทุกสภาพการทำงาน ยกเว้นแต่เป็นสถานที่ๆต้องการความสะอาดหรือรักษาสภาพแวดล้อมเป็นพิเศษจะไม่เหมาะกับคุณ เนื่องจากโฟล์คลิฟท์ดีเซลมีเสียงดัง และเขม่าควันมาก ในด้านสภาพอากาศประเทศไทยเป็นเมืองร้อน รถประเภทนี้จึงนิยมใช้ในประเทศไทยมากที่สุด


 3.     รถโฟล์คลิฟท์แก๊ส LPG

ข้อดี

1.1   ราคาต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับโฟล์คลิฟท์ดีเซล และโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า

1.2   ไอเสียที่ออกมาจาก โฟล์คลิฟท์ LPG ค่อนข้างสะอาดกว่าไอเสียที่ออกมาจาโฟล์คลิฟท์ดีเซล

1.3   ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานค่อนข้างต่ำ

ข้อเสีย

2.1 มีความเสี่ยงที่แก๊สจะรั่วไหลออกมาขณะทำการเปลี่ยนถัง หรือขณะทำงานซึ่งถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อโรงงานในขั้นหนึ่ง

2.2 รถโฟล์คลิฟท์แก๊ส ค่อนข้างสตาร์ทติดยาก และการบำรุงรักษาค่อนข้างยุ่งยาก มีปัญหาจุกจิกอยู่บ่อยครั้ง และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงที่สุดในโฟล์คลิฟท์ทั้ง 3 ระบบ

2.3 วิสัยทัศน์ในการมองเห็นด้านหลังถูกจำกัด เนื่องจากมีถังแก๊ส LPG วางอยู่

2.4 เชื้อเพลิง LPG ค่อนข้างหาได้ยากกว่า ไฟฟ้า และ ดีเซล ในสถานที่ห่างไกล

เหมาะกับคุณไหม ?

                ถ้าการทำงานของคุณทำงานหนักๆ และต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนเชื้อเพลิง การเช่ารถยกโฟล์คลิฟท์ ชนิดนี้เหมาะกับคุณ แต่ควรจะมีช่างซ่อมบำรุงไว้แก้ไขปัญหาจุกจิกที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกับโฟล์คลิฟท์ประเภทนี้

_____________________________________________________________________________________________________________

ข้อปฏิบัติในการขับรถฟอร์คลิฟท์

  • ผู้ไม่มีหน้าที่ห้ามขับโดยเด็ดขาด
  • สภาพร่างกายผู้ขับต้องพร้อมอยู่เสมอขณะปฏิบัติงาน
  • ตรวจสอบความพร้อมของรถก่อนใช้งานทุกครั้ง
  • อย่ายกของสูง ต้องสวมใส่เข็มขัดนิรภัย
  • สิ่งของที่ยก ต้องผูกมัดให้มั่นคงแข็งแรง
  • ขับขึ้นลงทางลาดชันให้ขับเดินหน้า
  • ขับในเส้นทางที่กำหนด และให้สัญญาณเมื่อถึงทางร่วม ทางแยก
  • ขนถ่ายสินค้าในท่าเทียบต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
  • ห้ามโดยสารรถฟอร์คลิฟท์
  • อย่ายื่นส่วนของร่างกายออกนอกตัวรถ

เช่าโฟล์คลิฟท์ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ต้องหักอย่างไร ?

การที่ลูกค้า เช่ารถโฟล์คลิฟท์ (Forklift) ถ้าลูกค้าเช่าฟอร์คลิฟท์ ในนามบริษัทต้องการใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ทาง BLmotorwork สามารถออกใบกำกับภาษีเต็มรูป ให้ลูกค้าได้

_____________________________________________________________________________________________

ตามกฏหมายลูกค้าสามารถ หักภาษี หัก ณ ที่จ่าย จากการเช่าโฟล์คลิฟท์ได้ โดยแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อดังนี้

  1. ค่าเช่ารถโฟล์คลิฟท์ (Forklift)= สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ 5% ตามกฏหมาย (หักก่อน Vat)
  2. ค่าบริการขนย้ายรถโฟล์คลิฟท์ = สามารถหัก ณ ที่จ่ายได้ 3% ตามกฏหมาย (หักก่อน Vat)

โดยลูกค้าจะต้องนำส่งเอกสาร หัก ณ ที่จ่ายมาให้บริษัท ในวันทำงาน หรือ จัดส่งมาตามหลังตามที่อยุ่บริษัท